ตอนที่ฉันทิ้งสมาร์ตโฟนและกลับมาใช้ชีวิตช้าๆ: บทเรียนจากการ Digital Detox สัปดาห์นี้
โครงการ "ทิ้งโลก" ของฉัน
ส่วนตัวแล้ว ฉันไม่ใช่คนหนีเทคโนโลยี ตั้งแต่เช้าตื่น ก็เปิดอีเมล ตรวจสอบข้อมูลข่าวสาร ตอบข้อความหลากหลายแอปพลิเคชัน ตรวจสอบยอดขายร้านออนไลน์ และท้ายสุดก่อนนอนก็ยังโดนแสงสีน้ำเงินของหน้าจอ เรื่องนี้ฟังดูปกติมาก แต่ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไร มันเริ่มรู้สึกเหมือนกำลังจมหน้าของฉันจริงๆ
มันเริ่มจากการนอนไม่หลับ บ่ายวันหนึ่งตื่นเหนื่อยมากจนแทบจะไม่มีพลังทำอะไร หรือแม้กระทั่งไปนั่งอยู่กับมนุษย์ที่นั่งเคียงข้างก็หลุดสมาธิ หูก็คือไม่ได้ยิน ตาก็พ่ยพ่างมองหน้าจอ ตอนสำหรับแชทกับเพื่อนเก่า ใจฉันกลับไปที่กล่องข้อความ ฉันเลยตัดสินใจลองสิ่งที่หลายคนพูดว่า "ใช่ช่วยได้นะ" แต่ฉันมักจะทำไม่ได้ Digital Detox นั่นแหละ
สัปดาห์แรก: ความโกรธและความหิว
วันแรกเป็นการสิ้นเปลืองที่เมื่อเมา จริง ๆ แล้ว ฉันไม่ได้ทิ้งโทรศัพท์จริงๆ แต่ทิ้งแอปพลิเคชัน ลบข้อมูลการเข้าสู่ระบบ และปิดหน้าจอการแจ้งเตือนซะเกือบหมด นั่นก็พอเพียงแล้ว
มือฉันอีกเนื่องจากได้สัมผัสกับจอโทรศัพท์ นั่นเป็นประสาทสัมผัสที่แท้จริง คนอื่นเรียกมันว่า "Phantom Vibration Syndrome" ฉันเรียกมันว่า "เอาส่วนหนึ่งของตัวฉันออกไปแล้ว" ประมาณสิบห้านาทีครั้ง มือขวาจะลิสบไปหากโทรศัพท์ไม่มี ตั้งแต่วันที่สอง ความหิวอยากเช็กข้อความ ทำให้ฉันอยากจะเสีย
แต่ตรงนี้เป็นจุดเปลี่ยนมหาศาล ฉันเดินไปนั่งอ่านหนังสือเก่าๆ ที่วางไว้จำหน่ายจากปีที่แล้ว เอาจริงๆ ก็คือฉันนั่งนิ่งนวลกับเครื่องบิน Kindle เก่าของฉัน และเพื่อแม่ของฉัน เธอแว่วจิ้มมาว่า "ตัวหนูดูเย็นสบายกว่าตอนมองหน้าจอนะ"
วันที่สี่ ห้า: เมื่อสมองของฉันเริ่มตื่นขึ้น
ไม่รู้ว่าทำไม แต่ยิ่งเวลาผ่านไป ฉันก็ยิ่งไม่คิดถึงโทรศัพท์มากขึ้น ครั้งแรกในปีที่สุดท้าย ฉันนั่งเพียงเพื่อฉันเองจริงๆ ไม่มีสิ่งอื่นหมั่นเหล่าความสนใจ ความคิดจึงเริ่มไหลเวียนช้าๆ คล้ายเหมือนบีบตะไคร่ตัวเก่าที่ติดกันแล้ว เหมือนความสามารถในการคิด ฟังก่อนพูด เศษส่วนของการนั่งอย่างเงียบสงบ มันกลับมาแล้ว
ปรากฏว่า ความสามารถในการทำสิ่งหนึ่งสิ่งเดียว ไม่ได้เกิดขึ้นโดยมีเครื่องมือที่หลากหลาย มันเกิดจากการทำให้สมองหยุดการติด "เรื่องปลุก" ตอบสนองต่อเสียงประกาศ หรือแสงแจ้ง เนื่องจากฉันเกาะติดกับสิ่งทั้งหมดเหล่านี้มาเจ็ดปี ฉันมาค้นพบมันใหม่เหมือนเด็ก
ฉันหมักเคี้ยวมื้ออาหารด้วยความสุข ฉันได้ยินเสียงของผู้คนที่นั่งเคียงข้าง ทำให้ฉันเดินไปสวนใกล้เคียงด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่า "เดินเล่น" ไม่ใช่ "นับก้าว" หรือ "เซลฟี่เพื่อมีเรื่องเล่า"
สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้ (และคิดว่าคุณควรพิจารณา)
หลังจากสัปดาห์นี้ จริงๆ ฉันไม่ได้ตัดสินใจว่าจะทิ้งสมาร์ตโฟนไปตลอดกาล ว่าแล้วฉันต้องใช้มันเพื่อทำงาน อีกทั้งการอยู่ติดต่อกับคนอื่นบ้างมี ความจำเป็น แต่สิ่งที่ฉันเปลี่ยนแปลงไปคือ การมองว่าเทคโนโลยีจำเป็นต้องเหมือนอาหาร ไม่ใช่อากาศ
อากาศคุณต้องหายใจตลอดเวลา แต่อาหารคุณเลือกได้ว่าจะกินอะไร เมื่อไหร่ และเท่าไหร่ การได้รับข้อมูลในปัจจุบันเป็นเช่นเดียวกัน เรามีตัวเลือก เราแค่ลืมว่ามันอยู่ในมือของเรา
สิ่งที่คุณอาจจะชอบลอง
- วันสำเร็จบูรณ์สัปดาห์: ไม่ต้องสัปดาห์แรกเลย เริ่มจากวันสุดสัปดาห์ โทรศัพท์เดียว ไม่มีแอพ เดินเที่ยว นั่งอ่านหนังสือ คุยกับคน ดูสิว่าระหว่างนั้นเกิดอะไรขึ้น
- ลบแอปพลิเคชันเดียว: ถ้าวันเต็มดูสยดสยวด ให้ลบแอปที่ติดตัวที่สุด ไม่ว่าจะเป็นโซเชียล เกม หรือแอปข่าวสาร ไว้สองสามวัก ดูสิว่าเกิดอะไรขึ้น
- ตั้งเวลาและแบน: ใช้ฟีเจอร์ "Screen Time" หรืออื่นๆ ตั้งเวลาว่าโทรศัพท์จะปิดตั้งแต่เวลาเท่าไหร่ไปจนถึงเท่าไหร่ พอถึงเวลา มันก็ล็อก
- ค่อยๆ ลงมือ: บ่ายนี้ลองปิดการแจ้งเตือน วันพรุ่งนี้ลองลบแอปหนึ่งแอป สัปดาห์ต่อไป ลองวันไม่ใช้เลย เหมือนกับการ "เดินออกจากลิฟต์" ขั้นละ ขั้น
สองอาทิตย์ที่ผ่านมาเมื่อกลับมาใช้อีกครั้ง
ฉันสิ้นสุด Digital Detox หลังจากสัปดาห์แล้ว เพราะมีการประชุมทำงานต้องเกิดขึ้น ทำให้ฉันต้องติดต่อคนอื่น เมื่อใส่แอปพลิเคชันกลับเข้าไป สิ่งแรกที่เกิดขึ้นคือ ความรู้สึกของการ "ขึ้นเครื่อง" ประมาณสิบนาทีแรก มันปกติเหมือนก่อนหน้านี้ แต่หลังจากนั้น ฉันก็เห็นความแตกต่าง
การหวนกลับมาใช้โทรศัพท์ไม่ได้ "เศร้า" ที่จะบอก เพราะฉันคิดว่าการใช้เทคโนโลยีเป็นสิ่งที่ดี เพียงแต่ว่าตอนนี้ เมื่อฉันมองที่มัน ฉันเห็นมันแตกต่างไป ไม่ใช่อีกฝั่งหนึ่งของสติ แต่เป็นเครื่องมือที่บางครั้งยืมสติของฉันไป การรับรู้นั้นเกิดจากการลองทิ้งมันไปสักพักหนึ่ง
ตอนนี้ ฉันมีวันนิ่ง-นวลหนึ่งวันต่ออาทิตย์ ฉันตั้งเวลาให้โทรศัพท์ปิดตั้งแต่สิบโมงเช้า บ้างครั้ง ฉันทำให้มันยากขึ้นหน่อย ทำให้แอปต่างๆ ไม่สามารถเข้าถึงได้จนกว่าวันถัดไป เรื่องเหล่านี้มันเล็กน้อย แต่มันได้ผลจริง
ถ้าคุณกำลังคิดลอง
Digital Detox ไม่ได้เป็นเรื่องอยากสะเดาะและท้อคด้านบนหัว ไม่ใช่การแสดง "ฉันเพิ่มเติมดีกว่าเพราะฉันไม่ใช้โทรศัพท์" มันเป็นเรื่องการทำความเข้าใจตัวคุณเองได้ลึกขึ้น หยุดหายใจได้บ้าง เหมือนการพัก ฉันคิดว่าสิ่งนี้มันเป็นหนึ่งในอาหารจิตใจที่คนทันสมัยลืมจ่ายให้ตัวเอง
ความเพื่ อมกำลังขอให้เราคิดเร็วกว่า ตอบสนองเร็วกว่า และให้ความสนใจกับหลายสิ่งหลายอย่างพร้อมกันมากกว่าที่สติมนุษย์ติดตามได้ อาจจะถึงเวลาแล้วที่เราบอก "ไม่" กับบ้างสิ่งบ้างอย่าง
อย่างน้อย สำหรับวันหนึ่งในสัปดาห์ ฉันแนะนำให้คุณเลอง ดูสิว่าเกิดอะไรขึ้น เดาว่า คุณอาจจะได้รับไอเดียใหม่บ้าง คนรอบข้างหรือตัวคุณเองเปลี่ยนแปลงไปนิดหน่อย และแค่นั้นก็คุ้มค่าแล้ว
แสดงความคิดเห็น